วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ชุดไทยประจำชาติยอดเยื่ยม ชุดตุ๊กตุ๊ก

 แนท อนิพรณ์

เมื่อปีนี้มีดราม่ากับชุดไทยและการประกาศผลของมิสยูนิเวร์ส 2015 อันผิดพลาดของคนประกาศชื่อ
แต่ก็จบไปด้วยความโกลาหล ความมึนงง และ รอยยิ้ม กับความยินดีของนางงามฟิลิปินส์ที่ได้รับมงกุฎ และความน่าสงสารของนางงามโคลอมเบีย แล้วใครจะรับผิดชอบความรู้สึกนั้นของนางและคนที่คอยให้กำลังใจ  แต่อย่างไรก็ภูมิใจที่คนไทย ได้รางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยมอีกครั้ง 
เพราะวงการนางงาม มีการแข่งขันสูง ต้องพัฒนาการฟรีเซ็นตัวเองและประเทศชาติ ให้ดีที่สุด
และก็ยังมีกระแส วิภาควิจารย์กันมากมายทั้งเรื่องชุดประจำชาติและเรื่องอื่นๆ แต่ยังไงเราคนไทยก็ต้องเชียร์และให้กำลังใจกันต่อไป ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยน หรือความคิดเปลี่ยน คนไทยก็ยังไม่ทิ้งคนไทยด้วยกัน และต้องให้กำลังใจแก่ คนออกแบบ เลือก และสวมใส่  ก็เพื่อชื่อเสียงของประเทศไทยทั้งสิ้น

 แนท อนิพรณ์
มาดูกันว่าสาวไทยใจงาม ของเราปีใหนบ้างที่ได้รับรางวัล ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม และบางปีก็ได้มงกุฎมาครอง เป็นที่ยินดีอย่างยิ่ง แต่ไม่ใช่ว่าปีที่ไม่ติดอันดับจะไม่สวย ถึงอย่างไร เราก็ภาคภูมิใจที่ได้เป็น
คนไทย และคนไทยได้สวมใส่ คิดและออกแบบ ตัดเย็บ ด้วยฝีมือคนไทย ปีไหนๆ สาวไทยก็สวยอยู่แล้ว


คนแรก อภัสรา หงส์สกุล ได้มงกุฎนางงามจักรวาลหรือ MISSUNIVERSE คนแรกของไทย

 จีรนันท์ เศวตนันท์, ชุดประจำชาติไทย
ปี 1966 คุณจีรนันท์ เศวตนันท์ ชุดประจำชาติเป็นชุดไทยบรมพิมาน ปีนี้ได้รองนางงามจักรวาล
คนแรกของประเทศไทย

 

ปี 1969 คุณแสงเดือน แม้นวงศ์ กับชุดประจำชาตินางละคร ได้รับรางวัล ชุดแต่งกายประจำชาติยอดเยี่ยม ปี 1969
 
ปี 1988 คุณภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางงามจักรวาลคนที่ 2 ของประเทศไทย รางวัลชุดแต่งกายประจำชาติยอดเยี่ยม 

 
ปี 1989 คุณยลดา รองหานาม กับชุดไทยประยุกต์ส่วนบนประยุกต์จากชุดมโนราห์ 
รับรางวัล "รองชนะเลิศอันดับ 1 ชุดแต่งกายประจำชาติยอดเยี่ยม 
 
  ปี 1990 คุณภัสรากรณ์ ยมงคล กับชุดประจำชาติไทย  ได้รางวัล ขวัญใจช่างภาพ

 
ปี 1992 คุณอรอนงค์ ปัญญาวงศ์ กับชุดประจำชาติไทยประยุกต์ ได้รับรางวัล "รองอันดับ 1
ชุดแต่งกายประจำชาติยอดเยี่ยมปี 1992

  
ปี 2005  น็อด ชนันภรณ์  รสจันทน์ คว้ารางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยม ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

 
ปี 2008  แก้ม กวินตรา โพธิจักร ชุดประจำชาติของไทย เป็นชุดไทยประยุกต์ ชุดมวยไทยโบราณ โดยในปีนี้  รางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยม

ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม
ปี 2010 ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ วัชรตระกูล กับชุดสยามไอยรา สาวงามหน้าคม สวยเข้ม
คว้ารางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยมมาครอง



 

ปี 2015 นี้ น้องแนท อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ กับชุดตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ ชุดประจำชาติไทย
ที่น้องแนท คว้าชุดประจำชาติยอดเยี่ยมมาครองอีกคน เป็นชุดที่ออกแบบมาอย่างโมเดิร์น และดึงจุดแข็งอย่างรถตุ๊กตุ๊ก ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก เมื่อพูดถึงเมืองไทย ตุ๊กตุ๊กก็เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ของนักท่องเที่ยว
  
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต เรียบเรียงโดย บ้านบิวเบสท์


วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

 ขนมมันสำปะหลังนึ่ง

ขนมมันสำปะหลัง ส่วนมากจะได้ทำก็ตอนที่ฝนตกน้ำจะท่วมเพราะได้เวลาถอนมันสำปะหลังที่ปลูกไว้
ถ้าไม่ถอนก็จะทำให้หัวมันกินไม่ได้ เพราะทำให้เซียวน้ำ (ภาษาใต้) ประมาณว่าหัวมันอมน้ำเอามา
ทำอะไรก็ไม่อร่อย เลยเป็นการแปรรูปหัวมัน เป็นสิ่งต่างๆ เท่าที่ทำได้ เช่นทำขนม แกง ทำลูกเห็ด 
เชื่อม ต้มเกลือ ก็แล้วแต่จะรังสรรค์กันไปแต่ละบ้าน และที่พลาดไม่ได้คือ ขนมมันนึ่งนี่แหละค่ะ
แต่กว่าจะได้เป็นขนม ต้องเอา มันมาตรูน/ชิด กับที่ตรูน (ตรูนคือการทำให้ละเอียดกว่าไสเป็นเส้น)
เป็นอุปกรณ์ที่ทำขึ้นเอง โดยการนำกระป๋องเบียร์หรือกระป๋องนม มาตอกตะปูให้เป็นรูๆ

ส่วนผสม
มันสำปะหลังปอกเปลือก    1-2 หัว
น้ำตาลทราย                   1/2 - 1 กิโลกรัม
ใบตอง รังถึง


วิธีทำ
1. ปอกเปลือกมันให้หมด ล้างให้สะอาดพักไว้
 
 

2. นำที่ ตรูนมาแล้วเอาหัวมันมาถูๆๆ จนหมดหัวมัน
 

 
3. เมื่อได้มันมาแล้วก็เอามาผสมกับน้ำตาล และเกลือเล็กน้อย ขยำให้เข้ากันดี ไม่ต้องเติมน้ำ

 
4. เมื่อได้ส่วนผสมที่เข้ากันดีแล้ว เนื้อละเอียดนุ่ม ก็นำมาตักใส่กระทงใบตอง ห่อๆ
 
 

 
 5. ตั้งหม้อรังถึง รอให้น้ำเดือด วางรังถึงขนมลงไปนึ่งจนสุก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีแล้วแต่จำนวนขนม เมื่อขนมสุก ยกลง วางไว้ให้เย็น


6. รับประทาน แจก ๆ ขาย ๆ ตามเรื่องตามราวไป เนื้อในขนมนุ่มเนียนใส

ขออภัยภาพไม่ชัด



วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

 สาคูน้ำกะทิ

ขนมสาคูกวน หรือเปียกสาคู แล้วแต่เรียก แต่ที่บ้านฉันเรียกสาคูกวน หรือกวนสาคู ภาษาใต้ เป็นขนมที่ชอบทำกินกันบ่อยๆ เพราะทำง่าย แค่มี สาคู น้ำตาล น้ำกะทิ ก็ได้รับประทานกันอร่อยๆ แล้ว
เรียกว่าเป็นขนมที่ทำง่ายที่สุดก็ว่าได้ ขั้นตอนไม่มาก ไม่ต้องเตรียมของนาน เพราะเดี๋ยวนี้มีขายอยู่แล้วทั้งสาคู กะทิ น้ำตาลทราย ว่าแล้วก็มาทำกันดีกว่า อ้อ! สาคูมีทั้งสีขาวและสีเขียว เม็ดเล็กอร่อยกว่าต้องตราแมว ตราปลาไทยก็ได้แต่เม็ดใหญ่กว่า 
 
ส่วนผสม

1.  สาคู  ( เม็ดเล็ก )  1  กิโลกรัม
2.  น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม (เพิ่มลดได้)
3.  กะทิ  1  กิโลกรัม
4. น้ำสะอาด 
 
วีธีการทำ     
1. ล้างเม็ดสาคู 1 ครั้ง  หลังตั้งหม้อเติมน้ำรอให้น้ำเริ่มเดือด ใส่เม็ดสาคูลงไป 
2. หมันคนเรื่อย ๆ  ใส่จนกระทั่งเม็ดสาคูสุกเป็นตากบ เติมน้ำตาลลงไป ใช้ไฟปานกลางจนกระทั่งขนมเริ่มแห้งและเหนียว  
 
3. ยกลงจากเตา  ตักใส่ภาชนะให้เย็น รับประทานกับน้ำกะทิ


ตากข้าว

  
เมื่อฤดูทำนามาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็ต้องนำมาตากเพื่อลดความชื้นในเมล็ดข้าวเปลือก เพื่อจะนำไปขาย หรือไว้กินก็ตามแต่ ต้องมีการตากให้แห้งโดยใช้แดดดี สัก 2-3 แดด 
ก็ดี แล้วก็นำไปเก็บไว้ที่ เพิง (เป็นภาษาใต้) หรือยุ้งฉาง ไว้กินต่อไปจนกว่าจะถึงฤดูการทำนาอีก


ขั้นตอนการตากข้าวเปลือก
1. เลือกสถานที่ในการตากข้าว เป็นลานปูนข้างๆถนนที่รถไม่เยอะ หรือในลานบ้านกว้างๆ 
แต่บนพื้นปูนข้าวจะแห้งเร็วกว่า เพราะร้อนทั้งบนและล่าง

 2.นำตาข่ายเขียว (พูลิน) สาดคล้า (เสื่อ)  มาปูให้เรียบร้อย
 
 
3. จากนั้นก็นำข้าวเปลือกมาเทลงไปอย่าให้หนามาก

4.  เกลี่ยบางๆให้ทั่ว อย่างสม่ำเสมอจนหมดข้าวเปลือกที่ตาก ระยะเวลาในการตากถ้าหากว่ามีแดดจัดควรใช้เวลาประมาณ 2-3 วันก็ใช้ได้แล้ว นี่ก็มาตอนเช้าตรู ตากจนหมดแดด คือตอนเย็น

 
 5. หมั่นคนข้าวบ่อยๆ คือ เมล็ดข้าวจะได้แห้งเสมอกัน การสังเกตว่าข้าวที่ตากไว้แห้งดีหรือยัง คือ 
เมื่อข้าวที่ตากไว้ได้ที่แล้วจะมีน้ำหนักเบาลงมาก หรือกัดข้าวเปลือกดูถ้ากัดแล้วมีเสียง ดังป๊อกแล้วเมล็ดข้าวกระเด็นแสดงว่าแห้งสนิท ส่วนมากชาวนาเขาจะรู้เพราะทำเป็นอาชีพ

 
6. เมื่อตากหมดวันข้าวจะแห้งดีแล้วหรือไม่แห้งดีก็ต้องเก็บใส่ในกระสอบปุ๋ย ถ้ายังไม่แห้งก็ตากใหม่จนกว่าจะแห้งหมด

 
7. ใส่กระสอบกลับบ้าน ค่อยเจอกันใหม่พรุ่งนี้ และปีต่อๆไป

                  





วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ให้ทานไฟ

เนื่องด้วยฤดูหนาวพระไม่สามารถจุดไฟผิ่งเองได้ ญาติโยมมาจุดให้และไม่ให้ไฟนั้นหมดไปเปล่าๆ 
เลยอาหัวมันมาเผา หรือมาทำขนมตามที่ตนจะทำได้ถวายพระสงฆ์กันในเวลาใกล้รุ่ง 

ประเพณีการให้ทานไฟ เป็นประเพณีที่แสดงออกถึงความเชื่อ  ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช ที่มีความปรารถนาให้พระภิกษุสามเณรคลาย หนาวโดยการถวายอาหารร้อน ๆ ซึ่งคล้ายกับพระราชพิธีเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์ด้วยขนมเบื้อง 

การให้ทานไฟ เป็นพิธีของชาวบ้าน และทำกันเฉพาะถิ่นของชาวนครศรีธรรมราช ปัจจุบัน มีจำนวนน้อยวัดที่ยังอนุรักษ์และ สืบสานประเพณีนี้อยู่ และมีวัดในละแวกใกล้เคียง ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งอำเภอท่าศาลา และอำเภออื่นๆ ก็มีการจัดประเพณีการให้ทานไฟ 

เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีที่มี
คุณค่านี้ไว้แก่ อนุชนรุ่นหลังต่อไป และเป็นความสามัคคีของชุมชนด้วย ที่จะมาช่วยกันคนละไม้ละมือ
มาทำขนมกันที่วัด และถวายพระ รับบุญกันถ่วนหน้า 

ขนมที่จะทำกันได้แก่ ขนมจาก ขนมรังต้อ ขนมโค ขนมจู้จุน ข้าวเหนียวปิ้ง ข้าวหลาม และอื่นๆ อีกมาก ตามศัทธา เพราะต้องมาตั้งแต่ ตี 3-4

ตอนหัวรุ่ง และถวายพระตอนเช้าตรู่ รับพร แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ขนมที่เหลือก็แจกๆ คนที่มาวัดและ
ช่วยงาน ให้กลับไปกินที่บ้านต่อไป


แถวๆบ้านมี วัดคลองดิน วัดสโมสร วัดเสนาราม วันโคกเหล็ก วัดท่าสูง ผู้เขียนจะไปช่วยด้วย

 


ประเพณีการให้ทานไฟของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช มีสาระประโยชน์ที่มี คุณค่าแก่สังคม
โดยส่วนรวม ดังนี้

1. ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านมาพบกัน พูดคุยกันและร่วมมือกันประกอบพิธีกรรมภาย ในวัด พร้อมกันนี้ชาวบ้านกับพระสงฆ์ได้วิสาสะสร้างความคุ้นเคยตามหลักสาราณียธรรม โดยอาศัยประเพณีการให้ทานไฟนี้

2. ทำให้ชาวบ้านมีความเพียร  มีความขยัน  โดยการตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพื่อ
เตรียมอุปกรณ์ปรุงอาหารขนมถวายพระ ทำให้มีความสดชื่นเบิกบาน แจ่มใส


3. เป็นโอกาสดีที่ได้นัดหมายพร้อมกันในตอนเช้ามืดมาที่วัด  เพื่อร่วมทำบุญเลี้ยงพระ
รับประทานอาหารพร้อมกัน เป็นการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชนหมู่บ้าน และสร้างความเป็น
ปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในสังคม

4.ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยการถวายความอุปถัมภ์ให้กำลังแก่พระภิกษุสามเณร
ซึ่งเป็นผู้รักษาสืบอายุพระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรืองวัฒนาสืบไป

5. ได้บำเพ็ญบุญบารมีด้วยการถวายทานเป็นการสั่งสมความสุขและความดีไว้กับตน
อันเป็นที่พึ่งในปรโลกเบื้องหน้า ตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

6. ได้อนุรักษ์และสืบสานประเพณีการให้ทานไฟ เป็นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราชให้เป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ต่อไป

7.  ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล โดย
อาศัยประเพณีนี้ย่อมทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ และคุณค่าทางสังคมมากมาย

ขนมที่ทำกัน ก็ทำแบบง่ายๆ ช่วยกันทำ ไม่นานก็ได้กิน

 
    



ประวัติ ความเป็นมาของประเพณีให้ทานไฟ  
กล่าวถึงในขุนทกนิกายชาดก เรื่อง ความตระหนี่ถี่เหนียวของโกลิยะเศรษฐี ที่อยากกินขนมเบื้อง แต่เสียดายเงินไม่ยอมซื้อและไม่อยากให้ลูกเมียได้กินด้วย ภรรยาจึงทำขนมเบื้องที่บ้านชั้นเจ็ดให้เศรษฐีได้รับประทานโดยไม่ให้ผู้ใดเห็น ขณะที่สองสามีภรรยากำลังปรุงขนมเบื้อง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร ทรงทราบด้วยญาณ จึงโปรดให้พระโมคคัลลานะไปแก้นิสัยของโกลิยะเศรษฐี 

พระโมคคัคลานะตรงไปบนตึกชั้นเจ็ดของคฤหาสน์เศรษฐี เศรษฐีเข้าใจว่าจะมาขอขนม จึงแสดงอาการรังเกียจและออกวาจาขับไล่ แต่พระโมคคัคลานะพยายามทรมานเศรษฐีอยู่นานจนยอมละนิสัยตระหนี่ พระโมคคัลลานะได้แสดงธรรมเรื่องประโยชน์ของการให้ จนโกลิยะเศรษฐีและภรรยาเกิดความเลื่อมใส ได้นิมนต์มารับถวายอาหารที่บ้านตน 

พระโมคคัลลานะแจ้งให้นำไปถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก ๕๐๐ รูป ณ เชตวันมหาวิหาร โกลิยะเศรษฐีและภรรยาได้นำเข้าของเครื่องปรุงไปทำขนมเบื้องถวายพระพุทธเจ้า และพระสาวก แต่ปรุงเท่าไหร่แป้งที่เตรียมมาเพียงเล็กน้อยก็ไม่หมด 

พระพุทธเจ้าจึงโปรดเทศนาสั่งสอน ทั้งสองคนเกิดความปีติอิ่มเอิบในการบริจาคทาน เห็นแจ้งบรรลุธรรมชั้นโสดาบัน 

จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเล ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น ในหน้าหนาวก็ไม่หนาวมาก เพียงแต่คนรู้สึกว่าอากาศเย็นลงกว่าปกติ เนื่องจากไม่เคยชินกับอากาศที่หนาวเย็นลง 
ตอนย่ำรุ่งเช้ามืดจึงลุกขึ้นมาก่อไฟผิงเพื่อสร้างความอบอุ่น ประกอบกับชาวนครศรีธรรมราชยึดมั่นใน
พระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนจึงพากันก่อกองไฟในวัดใกล้บ้าน แล้วนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาผิงไฟ
รับความอบอุ่นด้วย