วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566

ประเพณีวันว่างสงกรานต์ คือวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปีวัดใน ต.หัวตะพาน จะมีประเพณีนี้เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงาม ของจังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากไปทำบุญที่วัดแล้ว ทางวัดได้จัดกิจกรรมอันดีงามเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนคนรุ่นหลังสืบต่อไป ได้รู้ขนมธรรมเนียม วัฒนธรรม การรู้จักเคารพผู้ที่มีอายุมากกว่า หรือ การรดน้ำขอพรจากผู้สูงอายุ หรือการรดน้ำขอพร พ่อแม่ ญาติมิตร อันเป็นพรประเสริฐ

ประเพณีวันสงกรานต์นอกจาก เข้าวัด ทำบุญ ทำขนมประจำเทศกาล หลักๆ คือ ขนมค่อม(ภาษาถิ่น) ค่อมญวน (ขนมเทียนไส้มะพร้าว) ค่อมใหญ่ (ขนมใส่ไส้) เมื่อเสร็จพิธีทางศาสนา จะมี " สรงน้ำพระ " หรือการรดน้ำดำหัว ขอพรผู้สูงอายุ

 

 

     "การอาบน้ำคนแก่" เป็นภาษาถิ่นใต้ ต.หัวตะพาน ทุกวัดจะจัดไห้มีการสรงน้ำพระเสร็จแล้วก็มีการอาบน้ำคนแก่ เป็นการ ขอพร ขอโทษ ขอขมา ต่อผู้สูงอายุ พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า หรือญาติที่เรานับถือ หากเราได้ล่วงเกินไม่ว่าทางกายหรือทางวาจา จะมีการ "รดน้ำขอพร"

 "การดน้ำขอพร" จะมีน้ำอบ น้ำหอม พร้อมทั้งลอยดอกไม้ไว้ในน้ำเพื่อไห้กลิ่นหอมเย็นชื่นใจ  แล้วนำมา รดมือ รดเท้า รดบ่า ก้มตัว นอบน้อมต่อผู้สูงอายุกว่า เป็นการแสดงความเคารพ

   การรดน้ำขอพร ทำได้ทั้งพระสงฆ์ และคารวาส  เป็นประเพณีวันว่างสงกรานต์ของท้องถิ่น ภาคใต้





 

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2566

 คล้า


คล้า เป็นพืชขึ้นริมน้ำชื้นแฉะชุ่มน้ำ ใบเรียงตัวตาข้อ ผิวเรียบลื่นเป็นมัน ขอบใบมีสีแดงๆรอบใบ (อยู่กลางแจ้ง) ลำต้นและกิ่งข้อ กลมแข็ง ผิวสีเขียวเข้ม แตกเป็นกอ  

ความเชื่อการปลูกต้นคล้า ถือว่าเป็นมงคล คุ้มครอง แคล้วคลาด ปลอดภัย

 

 

ภายในลำต้นจะมีเยื่อขาวๆ สามารถลอกออกได้  มีเหง้าใต้พื้นดินใช้เป็นสมุนไพร มีฤทธิ์เย็น ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับการระบบประสาท ที่ทำไห้ร่างกายร้อนเกินไป หัวหรือเหง้าของต้นคล้าใช้ต้มเป็นยา 

ลำต้นและข้อตา กลมแข็ง ผิวสีเขียวเข้ม
ต้นคล้าในที่ร่ม ขอบใบสีจะซีดๆ


 
ต้นคล้าในที่โล่งแจ้ง ขอบใบสีจะมีสีแดงเรื่อๆ  

     ยอดอ่อนกลมๆ ของคล้า มักมีน้ำค้างขังและเย็น คนโบราณจะใช้ดื่มกินแก้กระหาย หรือหยอดตาเมื่อเป็นโรคตาแดง หรือเจ็บตา เพราะมีฤทธิ์เย็นทำไห้สดชื่น สบายตา
 
 

คำโบราณหมอยาพื้นบ้านกล่าวไว้ว่า "ร้อนกลุ้ม กินหัวคลุ้ม"  "ร้อนกล้า กินหัวคล้า"

 

   หัว/เหง้า แก้พิษไข้ทั้งปวง แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้รากสาด แก้ไข้เหนือ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้ปอดบวม แก้เหือด หัด อีสุกอีใส แก้ฝีดาษ แก้ประดง แก้ไข้จับสั่น

 

ความเชื่อของคนโบราณ การปลูกคล้าไว้ที่บ้านหรือบริเวณบ้าน เชื่อว่าช่วยคุ้มครองรักษาให้มีความสงบสุข แคล้วคลาด พิษภัยศัตรูทั้งปวง

โบราณมักปลูกคล้า ไว้ใช้งาน เช่น ทำเสื่่อคล้า ทำตอก(เชือก) มัดต้นกล้าข้าว

เสื่อคล้า 

เส้นผิวคล้าด้านนอก ที่ใช้ทำเป็นเสื่อคล้า ใช้ผิวด้านนอกตากแห้ง ทำเครื่องจักสาร เช่น สาด(เสื่อ)คล้า เชือกมัดของ เพราะผิวที่ทำเป็นเส้นมีความเหนียว แข็งน้อยกว่าต้นคลุ้ม

      การลอกเยื่ออ่อนในลำต้น ต้องใช้ของมีคม เช่น มีด พร้า

ผิวคล้า ทั้งด้านนอกและด้านใน
 
  คลุ้ม ใช้ผิวด้านนอก เป็นเครื่องจักสารหลากหลายรูปแบบ เช่น ตะกร้า หมวก เพราะผิวที่ทำเป็นเส้นมีความเหนียว แข็งกว่าคล้า ใบใหญ่กว่าคล้า ใช้ห่อขนมหรือข้าวของได้ 

   

คล้า เป็นไม้มงคลที่ปลูกไว้ที่บ้านหรือบริเวณบ้าน เชื่อว่าช่วยคุ้มครองรักษาให้มีความสงบสุข แคล้วคลาด พิษภัยศัตรูทั้งปวง 

 

     คล้า เป็นสเหมือนพุทธรักษาน้ำ เป็นไม้มงคลนาม คือ มีพระพุทธเจ้ารักษา คุ้มครอง 

   คล้า กับ คลุ้ม คล้ายๆกันแต่ใช้ประโยชน์แตกต่างกัน

ชื่อต้นคล้า  https://www.kasettambon.com 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schumannianthus dichotomus (Roxb.) Gagnep.

ชื่อวงศ : MARANTACEAE

 

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2566

 ขี้พร้าไฟ 

ฟักข้าว ภาคใต้เรียก "ขี้พร้าไฟ" ลักษณะลูกกลมๆ มีตุ่มหนาม เนื้อผลสีขาว เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงสด       เป็นพืชเลื้อยโบราณนับวันจะสูนหาย เด็กๆรุ่นใหม่คงไม่รู้จักหากไม่นำมาใช้ประโยชน์ด้านเครื่องสำอางค์  ที่ช่วยลดริ้วรอย ชะลอความเหี่ยวย่นบนใบหน้า หรืออาจจะได้ยินชื่อบ้างคนโบราณมักนำลูกอ่อนมาทำอาหาร เช่นแกงส้ม หรือแกงเลียง (ภาษาใต้) ลวกจิ้มได้

 

เมื่อ 2-3 ปีก่อนเริ่มมีกระแสทางด้านสุขภาพ บางท่านใช้เนื้อผลตากแห้ง ชงดื่ม หรือปั่นเยื่อหุ้มเมล็ด เป็นน้ำสมุนไพร โดยการนำเยื่อหุ้มเมล็ดมาทำน้ำปั่น

ฟักข้าวเป็นพืชสมุนไพรที่ผสมอยู่ในตำรับยาโบราณ เพราะฟักข้าวมีโปรตีนหลายชนิดและมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา เช่น มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือดของคนเป็นโรคเบาหวาน

     ใบ ใช้ปรุงเป็นยาเขียว ใช้ถอนพิษ ดับพิษทุกชนิด ตำพอกแก้ปวดหลัง

     เมล็ด ใช้บำรุงปอด แก้ท่อน้ำดีอุดตัน และแก้วัณโรค

     ราก ใช้ต้มน้ำดื่มหรือตากแห้ง บดเป็นผงแล้วปั้นรับประทาน จะช่วยขับเสมหะ ดับพิษไข้

     รากแช่น้ำแก้ผมร่วงและรักษาเหา

 

  

 

     เยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าวสีแดงๆ นำมาคั้นแยกน้ำผสมกับส่วนผสมอื่นๆเป็นเครื่องประทินผิว สารเบตาแคโรทีนสูงมาก ชะลอความเหี่ยวย่นบนใบหน้า มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง เช่นลิปติก น้ำมันนวดหน้า สบู่ แชมพู

 

https://pharmacy.mahidol.ac.th ชื่อฟักข้าว

ฟักข้าวมีชื่อเรียกตามท้องถิ่น เช่น ฝักข้าว (ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) ขี้พร้าไฟ (ภาคใต้) ขี้กาเครือ (ปัตตานี)

ฟักข้าว มีชื่อภาษาอังกฤษว่า (Momorodica cochinchinensis)

 ภาพเฟสบุคส์ ฮัซซูน่า

วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566

กีฬาไก่ชน

กีฬาไก่ชน เป็นกีฬาพื้นบ้านมายาวนาน ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระนเรศวร พำนักอยู่ในกรุงหงษาวดี ตัวประกันของประเทศพม่าตามประวัติศาสตร์ที่ปรากฎในพงศาวดาร หรือในภาพยนต์ "เรื่องพระนเรศวรมหาราช" ทรงนำไก่เหลืองหางขาวไปจากเมืองพิษณุโลก ที่มีลักษณะพิเศษมีความเฉลียวฉลาดในการต่อสู้ ชนชนะไก่ของพระมหาอุปราชา จนได้สมญานามว่า "เจ้าเหลืองหางขาว ไก่เจ้าเลี้ยง" www.gotoknow.org/posts ส่วนของภาคใต้ จากตำนานไอ้ไข่วัดเจดีย์ ที่ชื่อชอบไก่ชน เพราะเลี้ยงไก่ไว้เป็นเพื่อนเล่น 

กีฬาไก่ชน มีการพนันขันต่อ นำไก่มาเทียบเคียงแล้วนัดชนกัน คนในภาคใต้มักเลี้ยงกันเป็นกลุ่มๆ กีฬาไก่ชนทำไห้มีคนประกอบอาชีพได้มากมาย มีรายได้ จุนเจือครอบครัว เช่น คนเลี้ยงไก่ เจ้าของบ่อน โฆษกบ่อนไก่ เจ้าหน้าที่จำหน่ายบัตร เจ้าหน้าที่เก็บบัตรปากประตู คนขายอาหารหวานคาว 

 

   "กีฬาไก่ชน"แม้จะเงินเดิมพันไม่มากเหมือน กีฬาวัวชน แต่ก็เป็นจำนวนเงินที่มากเช่นกันมีผู้คนมากหน้าหลายตา คลั้งไคล้กีฬาไก่ชนไม่แพ้กัน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ต่างก็ชื่นชอบกีฬาประเภทนี้ เหมือนๆกัน เพราะในการชนแต่ละครั้ง ต้องมี เงินเดิมพัน เงินไปพนันขันต่อในสนาม ทั้งได้ทั้งเสีย ถือว่าคุ้มค่า การรอคอย เพราะต้องเลี้ยงไก่ชน อย่างประคบประหงม 

บางคนอาจจะดูว่าโหดร้าย แต่เป็นเกมส์กีฬาที่ผู้คนมากมายนิยมชมชอบ เป็นเกมส์ที่ต้องสู้ทั้งคนเลี้ยง และไก่ที่เจ้าของเลี่้ยงดูมาอย่างดี เช่นลูบน้ำไก่ ดูแล หู ตา ปาก เดือย

 

ไก่ชน มีทั้งพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ต่างประเทศ เช่นพม่่า

http://breeding.dld.go.th/biodiversity  ไก่นเรศวร จังหวัดพิษณุโลก

ตำนาน ไก่ชนพระนเรศวร  https://www.gotoknow.org/posts/238586

เป็นไก่เจ้าเลี้ยง พันธุ์เหลือง หางขาว เป็นที่รู้จักเรียกขานว่า "ไก่เหลืองหางขาว" เป็นยอดไก่ มีลักษณะสีสร้อยเหลือง แข้งขาวอมเหลือง ปากขาวอมเหลือง หางขาวยาวเหมือนฟ่อนข้าว ยืนผงาดอกเชิดท้ายลาด หน้าแหลมยาวเหมือนหน้านกยูง ปีกใหญ่ยาวมีขนแซมทั้งสองสองข้าง อกใหญ่ ตัวยาว หางรัดชิด แข้งเล็ก นิ้วเรียวยาว เดือยงอน เวลาขันเสียงใหญ่ ยาว

 



การตั้งหิ้งพระในบ้าน


 

หิ้งพระเป็นสิ่งมงคล สิ่งบูชา วัตถุมงคล เป็นเครื่องปกป้องกันภัยอันตรายจากภายนอก กันภูติผี ป้องกันอาคมไสยเวยท์ เป็นความเชื่อของคนพุทธ ตั้งแต่การขึ้นบ้านใหม่ ย้ายบ้าน ต้องมีการอันเชิญพระพุทธรูปเข้าบ้าน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นสิริมงคลของคนในบ้าน มีความเชื่อมาแต่โบราณที่ทุกบ้านต้องมีหิ้งพระไว้กราบไหว้เพื่อความสบายใจ หรือนั่งสมาธิ สวดมนต์ 

 

พระพุทธรูปควรตั้งไว้จะที่สูงสุด ตามด้วย พระเครื่อง เกจิอาจาย์ รัชกาลที่ 5 ครูหมออาจารย์ กุมารเช่นไอ้ไข่นางกวัก         

ตำแหน่งที่ตั้งหิ้งพระทั้งพระพุทธรูป พระเครื่อง เกจิอาจารย์ กุมาร นางกวัก เพื่อเสริมสิริมงคล การงาน เงิน โชคลาภ สุขภาพไห้กับเจ้าของห้อง เจ้าของบ้าน เช่นห้องรับแขก ห้องทำงาน ห้องรับประทานอาหาร ห้องพระ                    

 

   ไม่ควรตั้งหิ้งพระ เช่นหน้าห้องน้ำ ห้องนอน บนหลังตู้ คานบันได เสาลอย เหนือประตู

หิ้งที่ตั้งอยู่บนที่สูง ปัดกวาดไห้สะอาด สงบ ไม่มีความพลุกพล่าน ไม่รกรุงรัง โล่งโปร่ง

   หิ้งพระควรหันหน้าไปทางควรตั้งทิศไหนอันเป็นมงคล  

   พระหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

   พระหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

   พระหันหน้าไปทางทิศตะวันเหนือ