วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

จมูกนั้นสำคัญฉไหน กับโหงวเฮ้งบนใบหน้า

  
เรื่องของจมูก มีเพื่อนคนหนึ่งเขาเป็นคนจีน เข้ามาทักว่า น้องจมูกอย่างนี้เขาว่าร่ำรวย ถามพี่เขาว่าจมูกอย่างไร ก็จมูกน้องมีเนื้อจมูก ใหญ่ กลมมน เข้าตำราโหงวเฮ้งของคนจีน เพื่อนอีกคนว่า มองทั้งใบหน้าเห็นก่อนอย่างอี่นก็คือ จมูก สงสัยเราจมูกใหญ่จริง

เรื่องโหงวเฮ้ง ทำให้เราได้ทราบถึงอุปนิสัยใจคอของคนคนนั้นได้ในเบื้องต้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าไปทำความรู้จักกับบุคคลนั้นๆ
 
ตำรามีอยู่ว่า คนที่จมูกใหญ่ เป็นเครื่องหมายของคนที่มีความรู้ มีความคิดสูง ใจคอกว้างขวางเด็ดเดี่ยว และกล้าหาญ อีกทั้งฉลาดเฉียบแหลมเยือกเย็น สุขุม ทรหด อดทนเป็นยอดเยี่ยม มีความซื่อสัตย์

หญิงลักษณะนี้ เหมาะที่จะเป็นแม่พิมพ์ของครอบครัว หรือไม่ก็เป็นนักวรรณคดี นักเขียน นักวิจารณ์
มีความมั่นคงต่องานและทั้งในด้านความรักมีความซื่อสัตย์อย่างดี

  ในภาพอาจจะมี 1 คนในภาพอาจจะมี 1 คน, ภาพเซลฟี่ และ ภาพระยะใกล้
จมูก ที่มีลักษณะดี ต้องเป็นสันตรงตลอดแนว ความสูงไล่ระดับจากดั้ง และปล้องไปจนถึงส่วนที่เป็นปลายจมูก ซึ่งต้องสูงกว่าส่วนอื่น ไม่ว่าจมูกจะใหญ่หรือเล็ก ต้องมีเนื้อแน่นอิ่มเต็ม ขนาดของจมูกต้องได้ส่วนกับใบหน้า

ในภาพอาจจะมี 1 คน, สถานที่กลางแจ้ง และ ภาพระยะใกล้
จมูกแบ่งได้ 3  ส่วนจากบนลงล่าง
ส่วนที่ 1 ดั้ง อ่านเรื่อง อำนาจ ความเชื่อมั่น
ส่วนที่ 2 ปล้อง อ่านเรื่อง คู่ครอง ความรัก
ส่วนที่ 3 ปลาย อ่านเรื่อง การเก็บสะสม – การสร้างฐานะ – โชคลาภ

 ในภาพอาจจะมี 1 คน, ภาพเซลฟี่ และ ภาพระยะใกล้
จมูกมีเนื้อมาก แก้มทั้งสองมีเนื้อสมบูรณ์เสมอกันมองดูสวยงาม เป็นผู้ที่มีความหนักแน่น จิตใจดี เยือกเย็น อุดมไปด้วยลาภยศ และทรัพย์สินเงินทอง มีความเป็นอยู่ที่ดี


จมูกโต หนา และแข็งแรง  เป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูง ฉลาด ปัญญาดี พออายุมากขึ้นจะสบาย
มีทรัพย์สินมาก

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ภาพระยะใกล้
ปีกจมูกกว้างใหญ่  เป็นคนแข็งแรง ทันสมัย สมองคิดแต่เรื่องของการสะสมทรัพย์

ปลายจมูกและปีกจมูกต้องมีเนื้ออิ่มเต็ม และมีขนาดเท่ากัน มองด้านหน้า ไม่เห็นรูจมูกสีเหลืองอมชมพูเล็กน้อย อ่านได้ว่า เจ้าตัวมีอุปนิสัย เรื่องการใช้จ่ายเงินเป็นระบบ รู้จักใช้ เก็บ มีโชคทางด้านการเงิน ถ้าลักษณะไม่ดี จะมีอุปสรรคเกี่ยวกับการเงิน อำนาจ ความรัก

ปล้องจมูกมีเนื้อมาก เจ้าตัวมักไม่ง้อใคร มีทิฐิสูงรักศักดิ์ศรีของตน จนกลายเป็นคนหยิ่ง
ปล้องจมูกมีรอยบากหรือเป็นแผลเป็น วิถีชีวิตลำบากแสนเข็ญ ตอนอายุ 44-45 ปี จะมีปัญหาด้านคู่ครองและการเงินฝืดเคือง

 ในภาพอาจจะมี 1 คน, สถานที่ในร่ม
ปลายจมูกกลม ถือเป็นลักษณะจมูกที่ดีที่สุด เป็นคนจิตใจ ดีงาม สุขุมรอบคอบ มีการวางแผนด้านการเงินอย่างเป็นขั้นตอน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
มองด้านหน้าไม่เป็นรูจมูก เป็นนักวางแผนด้านการเงินที่ดี รู้จักใช้รู้จักเก็บ ค่อนข้างตะหนี่ ชอบการสะสม
มอง ด้านเป็นรูจมูกได้ชัด เป็นคนร่าเริงเปิดเผย เก็บความลับไม่อยู่ ไม่มีระบบในการวางแผนด้านการเงิน ฟุ่มเฟือย ใจกว้าง เรื่องเงิน ไม่ชอบการสะสม

 ในภาพอาจจะมี 1 คน
จมูกสูงโด่งแต่ปลายแหงนเชิด มองเห็นรูจมูกได้ชัด  ถึงแม้มียศศักดิ์สูงก็ไม่สามารถเก็บเงินได้ เป็นคนเจ้าสำราญ เปิดเผย เก็บความลับไม่อยู่

 ในภาพอาจจะมี 1 คน, ภาพเซลฟี่ และ ภาพระยะใกล้
ปลายติ่งจมูกมีเนื้อห้อยย้อย ค่อนข้างเจ้าชู้ ถ้ามีกรามกว้าง เจ้าตัวจะมีพลังทางเพศสูง

  ในภาพอาจจะมี 1 คน, หมวก และ ภาพระยะใกล้
ปลายจมูกงุ้มลงมาปิดร่อง หยิ่งตง เป็นคนเลือดเย็น ตะหนี่ เห็นแก่ตัว ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ 

 
ปลายติ่งจมูกแหลม คล้ายปากเหยี่ยวหรือนกแก้ว ไม่ยอมเสียเหลี่ยมให้ใคร หายใจเข้าออกเป็นเงินทอง อารมณ์ร้อน อาฆาต ทางด้านการงานมีความกระตือรือร้น รักความก้าวหน้า เป็นจอมวางแผน ชอบการที่เกี่ยวกับการใช้สติปัญญา

ปลายติ่งจมูกมีไฝ เป็นคนจู้จี้จุกจิก เมื่ออายุ 48 ปี ต้องเสีย ทรัพย์ก้อนโต

ปลายติ่งจมูกมีรอยบากคล้ายรอยแยกรวมทั้งแผลแตกแผลเป็น เมื่ออายุ 48 ปี ก็ไม่พ้นต้องเสียหายอย่างหนักด้านการเงิน

ปลายจมูกแห้งไม่มีเนื้อและเห็นกระดูก ไร้วาสนาด้าน การเงิน การงานต้องล้มลุกคลุกคลาน

 ในภาพอาจจะมี 1 คน, ภาพเซลฟี่ และ ภาพระยะใกล้
ปีกจมูก อิ่มเต็มแน่นด้วยเนื้อ ถือว่าลักษณะดี เจ้าตัวชอบการเก็บออม รู้จักใช้จ่าย บั่นปลายฐานะมั่นคง หากเป็นหญิงอ่านว่า บุตรมีสติปัญญาดี

 ในภาพอาจจะมี 1 คน, ภาพเซลฟี่ และ ภาพระยะใกล้
ปีกจมูกเล็กหรือบางไม่มีเนื้อ ไม่ชอบการสะสม ใช้เงิน อย่างไม่รู้คุณค่า

 ในภาพอาจจะมี 1 คน, ชุดสูท, ภาพเซลฟี่ และ ภาพระยะใกล้
ปีกจมูกแคบ มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ อายุ 49-50 ปี ต้องเสียหาย ด้านการเดินทาง
โรคต้อเนื้อ ระคายเคืองตา
 

ต้อเนื้อรู้จักกันหรือไม่ ถ้าไม่รู้จักก็มาทำการเข้าใจกันก่อนว่ามีลักษณะอย่างไร ซึ่งผู้เขียนเองก็เป็นเช่นกัน
ต้อเนื้อ มีลักษณะ เป็นแผ่นเนื้อรูปสามเหลี่ยม งอกจากตาขาวลามเข้าไปในตาดำ มักพบริเวณหัวตามากกว่าหางตา เป็นความเสื่อมของเยื่อบุตา เกิดจากแสงอัลตราไวโลเลต  ก่อความรำคาญเวลาอักเสบ จะบวมแดง จะรู้สึกเคืองตา และต้องขยี่ตา ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะจะทำให้ตาอักเสบต้องหาหมอ หายาหยอดตา เท่านั้น ถ้าจะลอกเยื่อตาต้องขึ้นกับดุลพินิจของหมอ และอายุของคนไข้ด้วยเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยโรคนี้ใส่แว่นกันแดดไว้เสมอในเวลาออกกลางแจ้ง


ต้อเนื้อ จะค่อยๆโตอย่างช้าๆเข้าไปในตาดำ ถ้าเป็นมากจะลามเข้าไปจนถึงกลางตาดำปิดรูม่านตา 
ซึ่งจะปิดบังการมองเห็นทำให้ตามัวได้ เนื้อดังกล่าวไม่ใช่เนื้องอกและไม่เป็นอันตรายกับดวงตา แต่
จะมีอาการเคืองตาแสบตา น้ำตาไหล ตาแดง คันตา ถ้าเป็นเยอะก็จะมีปัญหาเรื่องสายตาเอียงได้ เพราะจะไปกดอยู่ที่กระจกตา  เป็นโรคกลุ่มเดียวกันกับ ต้อลม แต่มีการยื่นเข้าไปในส่วนของกระจกตา(ตาดำ) 
แม่ของผู้เขียนก็เป็นต้อเนื้อและลอกตาแล้ว ประมาณ 10 ปี ตอนนี้ตายังปกติอยู่

การป้องกันโรคต้อเนื้อ 
- ใส่แว่นกันแดด, สวมหมวก, กางร่ม ในเวลาที่ออกกลางแจ้ง 
- ใช้ยาหยอดตาในผู้ที่มีอาการเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล แต่ยาหยอดตาไม่สามารถทำให้ต้อเนื้อหายไปได้ 
- ต้อเนื้อที่เป็นน้อยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออกเพราะไม่อันตรายต่อตา 
- การผ่าตัดจะทำให้ผู้ป่วยต้อเนื้อที่มีอาการมาก หรือต้อเนื้อที่ลุกลามเข้าไปบนกระจกตาดำมากพอสมควรและ/หรือมีผลทำให้ตามัว 

การผ่าตัดลอกต้อเนื้อ ควรทำโดยจักษุแพทย์เพราะหลังจากลอกต้อเนื้อไปแล้วในบางรายอาจกลับเป็นใหม่ได้ ซึ่งมักเป็นมากกว่าเดิม คือต้อเนื้อที่ขึ้นใหม่นี้จะแดงหนาและอักเสบมากกว่าเดิม และการรักษาโดยการลอกใหม่อีกครั้งจะยากกว่าการลอกครั้งแรกด้วย ดังนั้นการดูแลหลังผ่าตัด เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

วิธีที่ 1 ลอกต้อเนื้อ (Bare sclera) โดยการตัดเนื้อออกจากเยื่อตาขาวและลอกต้อส่วนที่ติดอยู่บนตาดำออกวิธีนี้มีอัตราการเกิดซ้ำเยอะมาก ใช้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากๆ หรือในผู้ป่วยที่ต้อเนื้อไม่มีการอักเสบเลย 

วิธีที่ 2 ลอกต้อเนื้อและใช้เยื่อบุตามาแปะ (Conjunctival graft) ทำตามวิธีที่1 ร่วมกับการตัดเอาเยื่อตาขาวจากด้านบนของลูกตา มาแปะลงบริเวณตาขาวที่ได้รับการลอกต้อเนื้ออกไปแล้ว และเย็บด้วยไหมหรือใช้ Fibrin glue การทำกราฟ เป็นวิธีที่ดีมากในการป้องกันการกลับเป็นใหม่
 
วิธีที่ 3 การลอกต้อเนื้อ และเอาเยื่อหุ้มรกมาแปะ (Amnion graft) จะใช้เยื่อหุ้มรกซึ่งผ่านการเตรียมและเก็บรักษาไว้ มาแปะแทนเยื่อบุตา ใช้ในกรณีที่เป็นครั้งแรก,ต้อเนื้อขนาดใหญ่,จำเป็นต้องเก็บเยื่อบุตาไว้รักษาโรคอื่น ข้อดีคือไม่ต้องลอกเยื่อบุตาของคนไข้เอง แต่ความสวยงามสู้ใช้เยื่อบุตาธรรมชาติของคนไข้ไม่ได้ และกรณีที่ต้อเนื้อขนาดใหญ่มากๆ การจะใช้เยื่อบุตาธรรมชาติอาจจะไม่พอ จึงต้องใช้เยื่อหุ้มรกมาแปะ

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัดต้อเนื้อ ต้องทำตามแพทย์สั่งทุกประการ 
การดูแลหลังการผ่าตัดต้อเนื้อ 
- ห้ามโดนน้ำ 1 สัปดาห์ ไม่ต้องครอบที่ครอบก่อนนอน
- ปกติแพทย์จะให้ปิดตาแน่น ประมาณ 1 - 2 วัน เพื่อให้แผลที่กระจกตาสมานดี ช่วงแรกจะมีอาการปวดตามาก จะให้ยาแก้ปวด เช่น Paracetamol ,Brufen และอาจให้ยานอนหลับ Diazepam ในช่วง 1-3 วันแรก
- หลังจากแผลที่กระจกตาปิดแล้ว จะให้เริ่มหยอดยาปฏิชีวนะผสม Steroid เช่น Tobradex และให้ใช้น้ำตาเทียมร่วมด้วยเพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น 
- นัดตัดไหม ประมาณ 7 -10 วันในกรณีที่มีการแปะเยื่อหุ้มรกหรือเยื่อบุตาและเย็บแผล 

ข้อมูลจาก http://www.laservisionthai.com/health-corner/โรคต้อเนื้อ เรียบเรียงโดยบ้านบิวเบสท์




วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่
 ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ
ไปเที่ยวกระบี่กันมั๊ย จะไปก็รีบไป แล้วพี่จะพาไปเที่ยวถ้ำเสือ กับ18 ด่าน.อรหันห์.กับใบมีดโกนชีเขียว เพราะเป็นศูนย์กลางการนั่งฌานของพระภิกษุและเหล่าอุบาสก อุบาสิกา และต้องพิชิตทางขึ้นเขาเป็นบันไดทั้งหมด 1,237 ขั้น ชันประมาณ 45-60 องศา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตร 
อยากฟังเสียงหัวใจเต้นระรัว ต้องขึ้นไปดู บนยอดเขาสามารถมองเห็น ทิวทัศน์ของเมืองกระบี่ได้รอบทิศ ทั้งยังเป็นที่ ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทจำลอง 

ชื่อวัดนั้นมีข้อสันนิษฐานว่าเนื่องจากในอดีตเคยมีเสืออาศัยอยู่ และภายในถ้ำยังปรากฏหินธรรมชาติ 
เป็นรูปแบบของอุ้งเท้าเสือ ส่วนที่มาของวัดนี้น่าจะมาจากพระธุดงค์ที่เดินทางจาริกไปเพื่อหาสถานที่วิเวกในการปฏิบัติธรรม มาอาศัยอยู่ตามถ้ำ และมีชาวบ้านที่ศรัทธาตามมากราบไหว้เป็นจำนวนมาก 
จนกลายเป็นวัดในเวลาต่อมา

 ในภาพอาจจะมี ท้องฟ้า, เมฆ และ สถานที่กลางแจ้ง
พระธาตุเจดีย์ยอดเขาแก้ว  พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนยอดเขาแก้ว มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ประมาณ 600 เมตร  นี่แหละต้องพิชิตทางขึ้นเขาเป็นบันได ทั้งหมด 1,237 ขั้น
วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียงทางภาคใต้ ทั้งความเด่นดังของวัดและ
ชื่อเสียงของ "หลวงพ่อจำเนียร" เจ้าอาวาสวัดถ้ำเสือที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธามายาวนาน 
 
ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ ในภาพอาจจะมี สถานที่กลางแจ้ง
ในภาพอาจจะมี 1 คน, สถานที่กลางแจ้ง

สภาพโดยทั่วไปของวัดถ้ำเสือมีลักษณะ เป็นสวนป่า เป็นโพรงถ้ำ มีเพิงผาและแหล่งถ้ำธรรมชาติ เช่น ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำลอด ถ้ำช้างแก้ว ถ้ำลูกธนู ถ้ำพระ เป็นต้น

ในภาพอาจจะมี สถานที่กลางแจ้งในภาพอาจจะมี น้ำ

ในบริเวณวัดทัศนียภาพร่มรื่น แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ อายุนับร้อยนับพันปี บริเวณนี้นอกจากเป็นสถานที่วิปัสสนาแล้ว ยังเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญถึงสองสมัยคือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ มีการขุดพบวัตถุโบราณหลายอย่าง เช่น เครื่องมือหิน เศษภาชนะดินเผา พระพิมพ์ดิบ บริเวณพื้นที่ราบด้านหน้าเป็นที่ตั้งของอุโบสถ พระธาตุเจดีย์ระฆังใหญ่ หอประชุม รูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิม และสิ่งสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย  

ในภาพอาจจะมี ต้นไม้, ต้นพืช, ท้องฟ้า, สถานที่กลางแจ้ง และ ธรรมชาติในภาพอาจจะมี ต้นไม้, ต้นพืช, สถานที่กลางแจ้ง และ ธรรมชาติ
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และ สถานที่ในร่ม

นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติชอบแวะมาสักการะขอพรจาก"เจ้าแม่กวนอิม"  ซึ่งมีความสูงใหญ่กว่า 5 เมตร ที่ตั้งประดิษฐานอยู่ภายในวัด
     
 ในภาพอาจจะมี 1 คน, สนามบาสเก็ตบอล, กลางคืน และ สถานที่ในร่มในภาพอาจจะมี ตาราง
 ในภาพอาจจะมี สถานที่ในร่มไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ
วัดถ้ำเสือจึงเป็นอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่มาเยือนยังจังหวัดกระบี่ไม่ควรพลาด การเดินทางก็หาไม่ยากออกจากตัวเมืองมาตามถนนเส้นทางสาย กระบี่ – ตรังประมาณ 5-6 กิโลเมตรก็ถึงแล้วหากหลงทางก็สามารถสอบถามจากชาวบ้านได้เชื่อแน่ว่ารู้จักกันทุกคน

ในภาพอาจจะมี ท้องฟ้า และ สถานที่กลางแจ้ง

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

เมื่อเจ้าตัวน้อยไม่สบาย


ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังนอนหลับ และ ทารกในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, ผู้คนกำลังหลับ, ทารก และ ภาพระยะใกล้

หากลูกน้อยไม่สบาย คุณแม่สังเกตุได้จากท่าทางซึมเซา หน้าซีดเซียว ปากแดงๆ ไม่ยอมกินข้าว กินนมหรือไม่ซุกซน หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ  น้ำลายไหล สำหรับลูกน้อยวัยต่ำกว่า 1 ขวบต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กวัยนี้จะมีอาการรุนแรงอย่างรวดเร็ว คอยดูอาการ ทุก 1-2 ชั่วโมง ไข้จะสูงตอนเย็นๆ

จากประสบการณ์ของลูกชายมีไข้ทำให้เกิดการชัก  ลูกไม่สบายตัวร้อนเจ็บคอ 
ประมาณ 1-2 วัน ให้กินยาพาราไข้ลดลงแล้วก็กลับมาใหม่ หลังจากนั้นเช็ดตัวประมาณ 5 นาทีจนตัวเย็นแล้ว อยู่สักพักได้ยินเสียงลูกครางหันไปมองตกใจมาก ลูกตาเหลือกไปอยู่ด้านบน 
ไม่ได้สติ มีอาการเกร็งกำมือแน่น 2-3 นาที จากนั้นจะเกิดการกระตุก ไม่รู้ทำไงกลัวลูกจะกัดลิ้นตัวเอง ตัดสินใจให้นอนตะแคงให้น้ำลายไหลออกมา แล้วเรียกชื่อลูก ก็ไม่รู้สึกตัวพาไปโรงพยาบาลตอนกลางคืน ไปถึงหมอถามอาการแล้วให้เช็ดตัวจนกว่าไข้จะลด เช็ดไปประมาณ 5 นาท ไข้ลด กลับมาใหม่ เช็ดอีก 10 นาที ก็เหมือนเดิม และเช็ดต่อไปสงสารลูกมาก เพราะลูกบอกว่าเย็นแต่หมอก็ให้เช็ดต่อ จนเช็ดเป็น 1 ชม. จึงจะหยุด เหนื่อยล้าก็ยอม หมอบอกว่าที่ไข้ลดช้า เพราะเด็กไข้สูงมาก ตั้ง 40 ํCC หมอว่าเด็กทนอยู่ได้ไงหัวใจเต้นกระหน่ำเชียว (หัวใจแม่เต้นกระหน่ำกว่า) เพราะลูกมีอาการเพ้ออย่างเห็นได้ชัด

เมื่อลูกรู้สึกไม่สบาย *ลูกจะอ้อนคุณแม่ เพราะต้องการความเอาใจใส่มากว่าปกติ เพ้อ ตกใจง่าย
มือเท้าจะเย็นออกสีม่วงๆ  เพราะไข้สูงมาก ปากแดงจัด ลมหายใจร้อนมาก (เพราะไข้สูง)
ชักหมดสติ  มีอาการเกร็งนาน 2-3 นาที จากนั้นจะเกิดการกระตุก
 
พบแพทย์ * เมื่อลูกไข้สูงมากๆ เช็ดตัวไข้ไม่ลด 

ควรเร่งรีบเมื่อใด * ขอความช่วยเหลือเมื่ออาการรุนแรง

อาการ * เมื่อลูกไม่สบาย
  • มีไข้ อุณภูมิตั้งแต่ 38 ํ CC ( 100.4 ํF) ขึ้นไป
  • ร้องกวน หงุดหงิดง่าย
  • อาเจียนหรือท้องเสีย
  • ไม่กินนม หรือดื่ม
  • เจ็บคอ คอแดง
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอหรือหลังขากรรไกรโต (กกหู)
สัญญาณอันตราย ฉุกเฉิน
  •  หอบ หายใจลำบาก มีเสียงดัง
  • ชัก
  • หมดสติหลังจากพลัดตก
  • เจ็บปวดรุนแรงมากและตลอดเวลา
  • มีไข้ซึมผิดปกติ หงุดหงิดง่าย
  • มีผื่นสีแดงคล้ำหรือมีจุดเลือดออก
วิธีลดไข้ลูก
  • เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น / น้ำเย็น 
  • กินยา เมื่อไข้ลดลูกจะมีเหงืออกมา
  • ให้ดื่มน้ำมากกว่าปกติ
  • เช็ดย้อนเส้นขน บริเวณใบหน้า ลำคอ และข้อพับต่างๆ 
  • ถอดเสื้อผ้าให้หมด จะง่ายต่อการระบายความร้อนในร่างกาย
 ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, ผู้คนกำลังหลับ และ ภาพระยะใกล้


วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

 ยาฆ่าเชื้อต้องรับประทานให้หมดตามหมอสั่ง เพราะทำให้เชื้อโรคดื้อยาได้

เรื่องมีอยู่ว่า น้องนักศึกษาคณะเภสัช มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ไปให้ความรู้เรื่องยาปฎิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื่อ และพี่ๆก็ได้มีความรู้ เรื่องการใช้ยาให้ถูกต้องและถูกโรค ทั้งวิธีการใช้ การกิน และการรักษา
ข้อบ่งชี้ต่างๆ และชนิดของยาได้สนทนากันระหว่างการให้ความรู้ของน้องๆ


ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างของตัวเองเป็นตัวอย่างของการใช้ยาไม่ถูกวิธี ทำให้เชื้อโรคดื้อยา ต้องใช้ยาแรง
เริ่มเรื่อง....ครั้งหนึ่งผู้เขียนไม่สบายแล้วไปนอนโรงพยาบาล เพราะโรคลำไส้อักเสบ นอนอยู่ 2 คืน
ให้น้ำเกลือเพราะเพลียมาก อาการเริ่มดีหมอให้กลับมานอนพักที่บ้าน ได้ยามา 1 ถุงใหญ่ๆ ยาที่ได้มาด้วยคือยาฆ่าเชื้อหมอกำชับว่าต้องรับประทานให้หมด ไม่งั้นเชื้อจะดื้อยา กินไปพอจะเริ่มหายดีแล้ว
มีคนมาเยื่ยมไข้ก็เห็นถุงยา เขาถามว่าจะหายดีแล้วใช่มั๊ย ขอได้ไม่ยา เขาไม่สบายเจ็บคอ ด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการ เราใจดีให้ไปคะ

.... ประมาณ 1 ปีผ่านไปมีเหตุการณ์ซ้ำของโรคลำไส้อักเสบอีกคะ คราวนี้นอนโรงพยาบาลนาน 10 วัน ทั้งน้ำเกลือ ทั้งยา ทั้งอวกใน 2 วันแรก อวกนี้อาการหนัก อวกจนไม่มีอะไรจะอวก แสบอก ปวดท้องมากจนทนไม่ไหว  ขอให้คุณหมอเปลี่ยนยาฆ่าเชื้อเป็นยาฉีด
.... คุณหมอถามว่าคุณจะรับได้มั๊ยยาแรงขึ้นเพราะเชื้อโรคดื้อยา รับได้คะหมอ  หลังจากนั้น
ฉีดยาฆ่าเชื้อ 2 ชั่วโมง 1 เข็ม จัดไป 8 วัน นับจากนั้นไม่เคยให้ยาใครอีกเลยและจะรับประทานยาตามหมอสั่งทุกอย่าง เพราะไม่อยากจะเป็นอีกแล้ว


ยาปฏิชีวนะ ก็คือ ยายับยั้ง ฆ่า หรือ ต้าน จุลชีพซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นเชื้อแบคทีเรีย บางคนจึงเรียกว่า ยาต้านแบคทีเรีย (แอนติแบคทีเรียล/Antibacterial) แต่ยังอาจครอบคลุมถึงเชื้อไวรัสบางชนิด และเชื้อราบางชนิดได้ด้วย

1. ยาเพนิซิลลิน(Penicillin) เป็นยาใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียได้ในหลายเนื้อเยื่อ อวัยวะ เช่น คออักเสบ
 
2. อะมิโนไกลโคไซด์ (Aminoglycosides) เป็นยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่กระดูก ข้อ การติดเชื้อที่ผิวหนัง การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อหลังผ่าตัด

 3.เซฟาโลสปอริน (Cephalosporin) จัดเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด เช่น ชนิดก่อการอักเสบของทางเดินหายใจ และของทางเดินอา หาร 

4.  แมคโครไลด์ (Macrolide) จัดเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้แพร่หลายอีกกลุ่มหนึ่ง สา มารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียโดยการก่อกวนที่สารพันธุกรรม 

5. เตตราไซคลีน (Tetracyclines) ใช้รักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและการติดเชื้อในลำไส้ รักษาหลอดลมอักเสบ แผล ฝี หนอง


ยาปฏิชีวนะที่มีจำหน่ายในร้านยา และสถานพยาบาลมีหลายรูปแบบ อาทิเช่น ยาเม็ด ยาแคปซูล ยาฉีดชนิดผงแห้ง  

ผลเสียจากใช้ยาปฏิชีวนะนานๆหรือพร่ำเพรื่อ ที่พบบ่อยคือ
  • เชื้อโรคมีพัฒนาการต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลให้เกิดภาวะดื้อยา (เชื้อดื้อยา)
  • ได้รับผลข้างเคียง ของการใช้ยา เช่น ท้องเสีย ผื่นคัน ลมพิษ และ โรคหืด
  • รบกวนการทำงานของยากลุ่มอื่น (ปฏิกิริยาระหว่างยา) เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มพร้อมกับยาเม็ดคุมกำเนิด จะทำให้ฤทธิ์ในการคุมกำเนิดลดลง จนอาจเกิดการตั้งครรภ์ตามมาได้

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

ข้าวปุ๊กอาหารคนดอย
ในภาพอาจจะมี อาหาร
วิถีกินข้าวเหนียวตำแบบนี้  แตกต่างกันค่ะ  เท่าที่ฉันสำรวจดูแล้วมีดังนี้
                แบบที่หนึ่ง นำแผ่นข้าวปุกมาย่างไฟ  จนโป่งพองขึ้นมา ผิวนอกกรอบ เนื้อนุ่ม กินเปล่าๆ  โดยถือกัดกินทั้งชิ้น หรือจะตัดเป็นคำๆ แล้วจิ้มน้ำผึ้งหรือน้ำตาลกินก็ได้ 
                แบบที่สอง นำแผ่นข้าวปุกมาโรยน้ำอ้อยหรือน้ำตาลทรายแดง พับทบครึ่ง แล้วนำไปย่างไฟให้พองจนผิวนอกกรอบ  และน้ำตาลด้านในละลาย
                แบบที่สาม  นำแผ่นข้าวปุกมาย่างไฟ  จนโป่งพองขึ้นมา ผิวนอกกรอบ เนื้อนุ่ม  จากนั้นโรยน้ำอ้อยหรือน้ำตาลทรายแดงและงาดำ ม้วนพับแล้วใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นๆ  
                แบบที่สี่  ทำเหมือนแบบที่สาม แต่โรยทั้งน้ำอ้อยหรือน้ำตาลทรายแดงและนมข้น  ซึ่งแบบนี้ ฉันตั้งชื่อให้เองว่า “โรตีสีดำ”
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/342220

เครื่องปรุง
1. ข้าวเหนียว 1 ลิตร
2. งาขาว / ดำ 2 ลิตร
3. เกลือ  1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำอ้อยเคี้ยว 1 ถ้วย ไม่ใส่ก็ไม่เป็นไร

3. วิธีทำ
1. แช่ข้าวเหนียวค้างคืนไว้ 1 คืน 
2. ล้างงาให้สะอาดสะเด็ดน้ำไว้
3. นำงาไปคั่วไฟอ่อน ๆ พอสุก
 
4. ตำงาให้ละเอียด แล้วร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้งที่เตรียมไว้

  ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ
5. นำข้าวเหนียวมานึ่งจนสุก

 
6. พอข้าวเหนียวสุก ตำให้แหลก ผสมงาลงไป นวดให้เข้ากันจนเหนียว ปั้นเป็นก้อนกลมๆแล้วกดให้แบนๆ



7. เอาไปพิงไฟอ่อนๆให้หอม เวลาจะรับประทาน ให้ตักข้าวเหนียวที่ตำไว้คลุกกับงาเสริฟพร้อมกับ
น้ำอ้อย

ในภาพอาจจะมี อาหาร

แหล่งที่มาของข้อมูล https://happy1212.wordpress.com ภาพจากเฟสเพื่อน ตาล ณัชชา
วิถีกินข้าวเหนียวตำแบบนี้  แตกต่างกันค่ะ  เท่าที่ฉันสำรวจดูแล้วมีดังนี้
                แบบที่หนึ่ง นำแผ่นข้าวปุกมาย่างไฟ  จนโป่งพองขึ้นมา ผิวนอกกรอบ เนื้อนุ่ม กินเปล่าๆ  โดยถือกัดกินทั้งชิ้น หรือจะตัดเป็นคำๆ แล้วจิ้มน้ำผึ้งหรือน้ำตาลกินก็ได้ 
                แบบที่สอง นำแผ่นข้าวปุกมาโรยน้ำอ้อยหรือน้ำตาลทรายแดง พับทบครึ่ง แล้วนำไปย่างไฟให้พองจนผิวนอกกรอบ  และน้ำตาลด้านในละลาย
                แบบที่สาม  นำแผ่นข้าวปุกมาย่างไฟ  จนโป่งพองขึ้นมา ผิวนอกกรอบ เนื้อนุ่ม  จากนั้นโรยน้ำอ้อยหรือน้ำตาลทรายแดงและงาดำ ม้วนพับแล้วใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นๆ  
                แบบที่สี่  ทำเหมือนแบบที่สาม แต่โรยทั้งน้ำอ้อยหรือน้ำตาลทรายแดงและนมข้น  ซึ่งแบบนี้ ฉันตั้งชื่อให้เองว่า “โรตีสีดำ”
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/34222
การทำข้าวไร่



วันนี้ได้เสวนากับเพื่อนที่ทำงานเรื่องการทำนาข้าว เขามาถามเราซึ่งเป็นชาวนาด้วยโดยสายเลือด 
มีความรู้พอประมาณ เพราะเมื่อวัยเยาว์เราได้ทำนาช่วยพ่อแม่ตอนเรียนประถมและมัธยมต้น หลังจากนั้นก็เรียนๆ และทำงาน ตอนช่วงวัย 40 กว่าๆ ก็กลับบ้านมาทำนาอีกรอบ พร้อมๆกับทำงานไปด้วย 
เป็นอาชีพที่พ่อแม่รัก และเราก็รักด้วย ทำไว้รับประทานในครอบครัวไม่ได้ทำไว้ขาย  
ข้าวไร่เมื่อหุงจะมีกลิ่นหอมชวนกิน นุ่มน่ารับประทาน


การทำข้าวไร่ ข้าวไร่คือข้าวที่ต้องปลูกในลักษณะที่แตกต่างไปจากข้าวทั่วไป ไม่ต้องการน้ำมากนัก 
แค่ต้องการน้ำฝนให้ชุ่มชื่นเพื่อการงอกเท่านั้น เป็นข้าวที่ทนแล้งได้เป็นอย่างดี แต่ตอนนี้ข้าวและวิธีการทำก็เริ่มหดหายไปจากสายเลือดชาวนาแล้ว เพราะขาดพันธุ์ข้าว และแหล่งปลูก มีบ้างก็ไม่มาก
บ้านฉันเขาเรียกว่า การปลูกข้าวไร่ว่า การน่ำข้าว (ภาษาใต้)


สิ่งที่ต้องเตรียมคือ 
1. เมล็ดพันธ์ุข้าว
2. ไม้กระทุ้ง
3.  แรงงานคน
4. เส้นลวด

วิธีการ
1. ไถพรวนดินก่อนก็ดี ถ้าไถไม่ได้ก็ใช้จอบขุดคุ้ยสักหน่อย ถ้าไม่มีจริงๆก็ไม่เป็นไร ขั้นตอนต่อไป

 
2. ขึงเส้นลวดให้ตึงจะได้แนวต้นข้าวที่เสมอกัน แล้วใช้ไม้กระทุ้งทั้งสองมือลงดินให้เป็นหลุมไม่ลึกมาก

3. หยอดเมล็ดพันธุ์ลงในหลุมแล้วกลบดิน รอให้งอกตอนฝนตกลงมา
 
 
4. จากนั้นรอให้ข้าวเจริญเติบโต ใส่ปุ๋ยบ้าง ระวังแค่แมลง นกหรือหนู ที่จะมาทำลายรวงข้าวเท่านั้น


5.จนได้การเก็บเกี่ยวรวงข้าวมาไว้รับประทาน  

ขอบคุณบางภาพ จากกิจกรรมที่วลัยลักษณ์