วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558


กุ้งราดซ๊อสมะขาม 



กุ้ง กุ้ง กุ้งแม่น้ำนั้นหรือว่ากุ้งตัวใหญ่ๆทำอาหารใด้หลายอย่าง แถมอร่อยด้วยเนื้อที่แน่น หวาน
เพราะความสดใหม่ ของกุ้ง และความหวานไม่ต้องผ่านน้ำแข็งดองหลายครั้ง เนื้อจึงอร่อยกว่ากุ้ง
อย่างอื่น แถมหายากด้วย เพราะความที่หายากจึงทำให้ราคาค่อนข้างแพง แต่นานๆครั้งที่จะทำก็ถือ
ว่าคุ้ม




กุ้งก้ามกราม ตัวละ 10 กรัม                       8 ตัว
น้ำมันพืช                                                  4 ถ้วย
หอมแดงเจียว                                          1/4 ถ้วย
กระเทียมเจียว                                         2 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูแห้งทอด                                   8 เม็ด




ซ๊อสมะขาม

กระเทียมดอง                               1 หัว
น้ำกระเทียมดอง                           2 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีหั่น                                  1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช                                      2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ                                     1/2 ถ้วย
น้ำมะขามเปียก                             1 ถ้วย
น้ำปลา                                          3 ช้อนโต๊ะ




วิธีทำ
1. ล้างกุ้ง ปอกเปลือก ผ่าหลังตามยาว ทอดในน้ำมันพอร้อนด้วยไฟแรง จนสุก ตักวางใส่จาน

2. ทำซ๊อสมะขาม โดยโขลกกระเทียมดองกับรากผักชีให้ละเอียด พักไว้
ตั้งกระทะน้ำมัน จนร้อน ใส่เครืองที่โขลกไว้ ผัดให้หอม เติมน้ำตาล ผัดให้น้ำตาลละลาย
ใส่น้ำมะขามเปียก น้ำกระเทียมดอง น้ำปลา เคี่ยวไฟอ่อน จนข้น ปรุงให้มีรส เปรี้ยว หวาน เค็มหน่อยๆ
ปิดไฟ

3.  จัดกุ้งใส่จาน ราดด้วยซ๊อสมะขาม โรยหอมแดงเจียว กระเทียมเจีย พริกขี้หนูแห้งทอด


                                               
                                                           ตกแต่งให้สวยงาม จัดเสิร์ฟ






ต้มยำกุ้งใหญ่น้ำข้น

 


ส่วนผสม

กุ้งก้ามกราม ตัวละ100 กรัม      3 ตัว
น้ำ                                             4 ถ้วย
ตะใคร้หั่นท่อนทุบ                     2 ต้น
น้ำพริกเผา                                 1 ช้อนโต๊ะ
ใบมะกรูดฉีก                             2 ใบ
เห็ดฟางผ่าซีก                          6 ดอก
น้ำมนาว                                    3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา                                      3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ                                        1/2 ช้อนชา
พริกขี้หนูสวนสับหยาบ             1 ช้อนโต๊ะ
ผักชีหั่นท่อน 1 ซม.                   2 ต้น
หอมแดงเจียวสำหรับโรย          1 เม็ด
ตะไคร้หั่นเฉียงและผักชีตกแต่ง



วิธีทำ

1. ล้างกุ้ง แกะเปลือก เด็ดหัวไว้หาง ผ่าหลัง  ใส่จานพักไว้

2. ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟกลางจนเดือด ใสตะใคร้ ใบมะกรูด เคี่ยวสักครู่จนมีกลิ่นหอม ใส่กุ้งและเห็ดฟาง ต้นจนสุก เตรียมน้ำพริกเผา น้ำมะนาว น้ำปลา เกลือใสถ้วยไว้ คนให้น้ำพริกเผาละลาย
ใสลงในหม้อต้มยำ คนให้ทั่ว รอให้เดือดอีกครั้ง ปิดไฟ ใส่พริกขี้หนูสับ ผักชี และพริกแห้งเผา

3. ตักใส่ถ้วย ตกแต่งให้สวยงาม



วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558


 เค้กช๊อกโกแลตดำ



วันนี้นำเสนอ เค้กช็อกโกแลต หลายๆคน ชอบช็อกโกแลต ผู้เขียนก็ชอบทานมาก ไม่ว่าอะไร 
ขอให้เป็นรสช็อกโกแลต เป็นอันถูกใจ แต่กินมากไม่ดีเหมือนกันนะค่า อ้วน อ้วน ค่า ต้องอาศัยกินน้อย ไม่บ่อยครั้ง อย่าลืม ออกกำลังกายตามด้วยทุกครั้ง แม้จะใช้เวลาน้อยนิดก็ได้ขจัดไปได้ไม่น้อยจ้า
รักจะกินให้อร่อย ก็ต้องรักที่จะออกกำลังกายด้วย เพื่อหุ่นที่สวย ดูดี แม้จะกินเค้ก



ส่วนผสม

ผงโกโก้ (ไขมัน 20-20%) ร่อน        2 ช้อนโต๊ะ
น้ำร้อน                                            1/3 ถ้วย
ดาร์กช๊อกโกแลตสับหยาบ             100 กรัม
เนยสดชนิดจือหั่นชิ้นเล็ก               1/3 ถ้วย
น้ำตาลทรายแดงร่อน                     3/4 ถ้วย
อัลมอนด์บด                                   1/2 ถ้วย
ไข่ไก่ (แยกไข่ขาว)                        2 ฟอง
น้ำตาลทราย                                   1 ช้อนโต๊ะ
น่้ำตาลเม็ดสำหรับตกแต่ง
 พิมพ์ชนิดถอดได้


หน้าช็อกโกแลต

มาการีน 3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลไปซิ่ง 2 ถ้วย ไข่แดง 1 ฟอง โกโก้ผง 3 ช้อนโต๊ะ วานิลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
นมข้นจืด 1/4 ถ้วย

วิธีการทำหน้า
คนมาการีนพอนุ่ม แบ่งน้ำตาบไอซิ่งไว้ 1 ถ้วย แล้วจึงใส่น้ำตาลไอซิ่งที่เหลืออีก 1 ถ้วย ทีละน้อย
จนเป็นครีม ใส่ไข่ ใส่วานิลลาใส่โกโก้ (ละลายอุ่น) คนให้เข้ากัน และใสน้ำตาลที่เหลือสลับกับนม
จนหมด แล้วจึงใช้แต่หน้าเค้ก

                             

วิธีแต่งหน้า กลัยเอาด้านก้นของเค้กขึ้น ใช้พายยางป้ายหน้าขนมวางตรงกลางก้อนเค้ก เกลี่ยให้รอบ จึงจับเค้กอีกก้อนวงประกบเข้าด้วยกันเพื่อให้เค้ กติดกันสนิท โดยใช้ด้านก้นเพราะด้านก้นเรียบกว่า แล้วจึงตกกหน้าราดบนก้อนเค้ก ให้หนาประมาณ 1 ซม. เกลี่ยให้ไหลย้อยลงมาด้านข้างโดยรอบ ตักหน้าแต่งด้านข้าให้เต็มก้อนเค้ก ไม่ต้องปาดเรียบ หรือจะปาดเป็นริ้วก็ได้



วิธีทำ

1. อุ่นเตาอบอุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส  เตรียมไว้

2. ละลายผงโกโก้กับน้ำร้อนในถ้วย เตรียมไว้


3. ละลายดาร์กช็อกโกแลตในอ่างผสมที่วางไว้บนหม้อน้ำร้อน คนจนละลายเข้ากันดี ยกลงจากเตา เตรียมไว้ ใส่เนยสดในพิมพ์ ยกเข้าเจาอบไมโครเวฟ ปิดเตา

                              

4. ใส่ผงโกโก้ที่ละลาย ดาร์กช็อกโกแลตละลาย เนยละลาย น้ำตาลทรายแดง
 ลงในอ่างผสม ใช้ตระกร้อคนไปทางเดียวกันจนเข้ากันดี จึงใส่ไข่แดงผสมอีกครั้งให้เข้ากันดี



5. ตีไข่ขาวในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าโดยใช้หัวตีตระกร้อ ตีด้วยความเร็วสูงเป็นฟองขาว
 ค่อยๆใส่น้ำตาลทีละน้อยจนหมด ตีจนไข่ขาวตั้งยอดอ่อน (อย่าตีจนตั้งยอดแข็งเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อเค้กแตกเวลาอบ) ปิดเครื่อง  ตักไข่ขาวใส่จนผสมในอ่างโกโก้ที่ละครึ่ง ใช้ตะกร้อคนไปทางเดียวกัน

  

6. เทส่วนผสมที่เตรียมไว้่ใส่พิมพ์ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 นิ้ว 2 พิมพ์ ทาไขมันบางๆ ให้ทั่วพิมพ์ทั้งสองพิมพ์ ใช้ด้ามส้อมจนขนมให้ถึงก้นพิมพ์ 2-3 ครั้ง เพื่อไล่อากาศ เกลี่ยให้เรียบ อบขนมจนสุก


                    (สังเกตให้ดีเพราะขนมนี้มีสีเข้า คล้ายขนมไหม้)  ถอดพิมพ์ออกตกแต่งให้สวยงาม

      
                                                                    ตัดเป็นชิ้น เสิร์ฟ


เค้าสองชั้นที่ตกแต่งด้วยผลไม้

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ชีสเค้กบลูเบอร์รี่รีเลค



เห็นเค้กตัวนี้ของเพื่อนแล้วอยากกินมาก ซื้อมาก็ 70 บาทต่อก้อน ไม่แพงมากไป ไม่ถูกเกินไป
พอดีพองาม แต่กินมากไปไม่ดีต่อสุขภาพ กินแล้วต้องออกกำลังกายสักนิด เพือให้ไปเบิร์น
ไขมันออก แบบว่ารักสุขภาพว่างั้น เพื่อไม่ให้ทรมานหัวใจ จัดไปนานๆที แต่อร่อยก็คุ้มอยู่แหละ
มาดูสิว่าทำอย่างไร  เค้กชีสนี้ต้องทำแบบเป๊ะ และแยกส่วนให้เห็นกันอย่างชัดเจน
สูตรจากสำนักพิมพ์แสงแดด  มีขายที่ ร้าน ฮิปปี้ หน้ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์


ฐานชีสเค้ก

สปันจ์เค้กรสวานิลลา      1 ปอนด์
ผลบลูเบอร์รีสดโรยนำ้ตาลไอซิ่งสำหรับแต่งหน้า
พิมพกลมชนิดถอดได้ ทาเนยขาวบาง เส้นผ่าศูนย์กลาง  4  1/2 นิ้ว สูง 2 นิ้ว


ใส้
น้ำ                                      1/4 ถ้วย
น้ำตาลทราย                      3-4 ช้อนโต๊ะ
ผลบลูเบอร์รีสด                 1/2 ถ้วย
เจลาติน (แผ่นขนาดกว้าง 3 นิ้ว ยาว 4/2 นิ้ว) 2 แผ่น
ครีมชีส หั่นชิ้นเล็ก             150 กรัม
ครีมสดแช่เย็น                   4 ช้อนโต๊ะ
ครีมข้นแช่เย็น                   6 ช้อนโต๊ะ
ไข่แดง                              1 ฟอง
ไข่ขาว                              1 ฟอง



ขั้นตอนการทำ

1. ทำฐานชีสเค้กโดยสไลซ์เค้กแบ่งตามแนวราบเป็น 2 แผ่น โดยแต่ละแผ่นให้หนาประมาณ 1/2 นิ้ว
แล้วตัดแป่นเค้กแต่ละแผ่นให้ขนากเท่ากับพิมพ์ จากนั้นนำแผ่นเค้กที่ได้รอบก้นพิมพ์ เตรียมไว้

2. ต้มน้ำ น้ำตาล ผลบลูเบอร์รี่ ในหม้อด้วยไฟกลางพอเดือด ลดเป็นไฟอ่อนเคี่ยวนาน 5 นาที
 หรือจนผลบลูเบอร์รี่แตก ปิดไฟ ยกลง กรองด้วยกระชอนตาถี่่จะได้เป็นบลูเบอร์รี่เพียวรี
( แบ่งออกมา 3 ช้อนโต๊ะ)


3. แช่แผ่นเจลาตินในตอ่างน้ำเย็นจัดจนอ่อนตัว นำแผ่นเจลลาติน 1 แผ่นกันน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ
ใส่ลงในชามแก้วที่วางลนหม้อนน้ำร้อนจนละลายเข้ากันดี ยกลงจากเตาเตรียมไว้



4.ตีครีมชีส ครีมสด ครีมข้น ในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟ้าโดยใช้หัวตีตะกร้อ ตีด้วยความเร็ว
ปานกลางจนครีมขึ้นฟู เนียนเป็นเนื่้อเดียวกัน ใส่ไข่แดงตีพอเข้ากัน บลูเบอร์รีเพียวรีกับเจลลาติน
ที่ละลาย ตีต่อจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ปิดเครื่อง นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา เตรียมไว้

  

5. ตีไข่ขาวในอ่างผสมด้วยเครื่องตีไข่ไฟฟฟ้าโดยใช้หัวตีตะกร้อ ตีด้วยความเร็วสูงจนไข่ขาวตั้งยอดอ่อน ปิดเครื่อง ตักไข่ขาวใส่ลงผสมในอ่างชีส คนเบาๆ ด้วยตะกร้อให้เข้ากันทั่ว เทส่วนผสมใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้ทั่วและสวยงาม นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดานาน 3-4 ชั่วโมง


6.ทำท๊อปปิ้งโดยละลายแผ่นเจลลาตินที่เหลือกันน่้ำอุ่น 1/4 ถ้วย และบลูเบอร์รีเพียวรีที่แบ่ง
ไว้ 3 ช้อนโต๊ะ ในอ่างผสมที่วางไว้บนหม้อน้ำร้อน คนจนละลายเข้ากัน ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย พักให้จลลาตินเกือบ อยู่ตัว ราดท็อปปิ้งลงบนหน้าชีสเค้กเกลี่ยให้ทั่วเสมอกัน นำเข้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาต่อประมาณ 1 ชั่วโมง


7. เมื่อจะรับประทานนำชีสเค้กออกจากตู้เย็น ถอดพิมพ์เค้กออก ตกแต่งด้วยผลบลูเบอร์รี
เสิร์ฟเย็นๆ




กินแล้วอย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะ จะได้หุ่นสวยแม้กินเค้ก บ่อยๆ

เรียบเรียงโดยบ้านบิวเบสท์ 

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

                                                                  ชีสเค้กส้ม




ดูดู เหมือนการทำเค้กนั้นยาก เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย แต่คนเราถ้าต้องการทำอะไรสักอย่างเพราะใจรัก หรืออยากจะทำ ก็ต้องศึกษา ค้นคว้า หาข้อมูล ทดลองทำ ทำแล้วทำอีก สักกี่ครั้งก็ไม่เปลี่ยนใจ เพราะอยากจะทำให้คนรัก หรือคนที่เรารัก และเอาใจใส่ทุกสิ่งอย่าง แม้จะลองผิด ลองถูกบ้าง ก็คงไม่กี่ครั้งหรอก ต้องเป็นของเราสักวัน อย่างเช่นคำที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น ฉันได ก็ฉันนั้นแล เอาใจทำ ก็ได้ใจคนรับ เช่นกัน อย่ามัวลังเล ท้อแท้ ลองใหม่อีกครั้งก็ไม่เกินความสามารถเราหรอกจ้า      ที่สำคัญ ชั่ง ตวง วัด ต้องเป๊ะ  ป้องกันความผิดพลาด และอุ่นเตาอบเตรียมพร้อมเสมอและความเอาใจใส่ต่อสิ่งที่ทำตรงหน้า



ฐานชีสเค้ก
บิสกิต (แผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 2  1/2 นิ้ว         100 กรัม
น้ำมันมะกอก                                                      1-2 ช้อนโต๊ะ
อะลูมินั่มฟอยล์
ส้มหั่นแว่นผ่าครึ่งและช๊อกโกแลค (สำหรับตกแต่ง)
พิมพ์กลมชนิดถอดได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว สูง 2  1/2 นิ้ว ทาเนยขาวบางๆ



ใส้

ครีมชีส ก้นอละ 250 กรัม หั่นชิ้นเล็ก 1/2 ก้อน
คอตเทจซส 150 กรัม พักชีสบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ 1 กระป๋อง
น้ำตาลทราย 3-4 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายแดงร่อน 3 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่  65 กรัม 1 ฟอง
แป้งข้าวโพด 5 ช้อนโต๊ะ
โยเกิต์ตรสธรรมชาติ 150 กรัม แช่เย็น 1ถ้วย
ผิวส้มขูด 2 ช้อนชา
น้ำส้มคั้นสด 1-2 ช้อนโต๊ะ
วานิลลาชนิดผง 1/2 ช้อนชา



ท๊อปปิ้ง
มาร์มาเลดส้ม  2ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มคั้นสด 2 ช้อนโต๊ะ


ขั้นตอนการทำ

1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส รอไว้

2. ทำฐานชีสเค็กโดยบิบิสกิตพอแหลกเป็นชิ้นเล็กในอ่างผสม จังนำไปบดต่อด้วยเครื่องบดพอละเอียด ค่อยๆใสน้ำมันมะกอกทีละน้อย ผสมต่อพอเข้ากัน ปิดเครือง กรุใส่ก้นพิมพ์จนทั่ว กดให้แน่นด้วยมือหรือใช้ก้นแก้วกด ห่อพิมพ์เค้กด้านนอกทั้งพิมพ์ด้วยอะลูมินั่มฟอยล์ 2 ชั้น เตรียมไว้

3. ทำใส้โดยตีครีมชีสในอ่างผสมด้วยเครื่องผสมอาหารโดยใช้หัวตีใบพัด ตีด้วยความเร็วสูงจน
ครีมชีส ขึ้นฟูเบา ค่อยๆ ใส่คอตเทจชีจ ตีจนขึ้นฟูและเนียนเป็นเนื่้อเดียวกัน จึงค่อยๆ ค่อยใส่น้ำตาล
ทั้งสองชนิดที่ละน้อยจนหมด แล้วลดความเร็วให้ต่ำสุด จึ่งใส่ไข่ลงไปตีพอเข้ากัน ตามด้วย
แป้งข้าวโพด โยเกิร์ต ผิวส้ม น่้ำส้มคั้น วานิลลา ผสมจนกระทั่งเนียนเข้ากันดี

4. เทส่วนผสมใสในพิมพ์ที่เตรียมไว้ ประมาณ 3/4 ของพิมพ์ ว่างพิมพ์เค้งลงในถาด นำเข้าเตาอบที่อุ่นไว้
ค่อยๆ ใสน้ำลงในถาดอบประมาณ 1/2 ของถาด อบนาน 1 ชั่วโมง ปิดไฟ  หลังจากนั้นพักชีสเค้วไว้ในเตาอบนาน 1 ชั่วโมง โดยเปิดฝาเตาอบไว้เล็กน้อย (เพื่อให้ชีสเค้กอยู่ตัวมากขึ้น) นำออกจากเตาอบ พักไว้ด้านนอกจนเย็นสนิท แกะอะลูมินั่มฟอยล์ออก นำ้เช้าแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาต่ออีกอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

5 . ทำท็อปปิ้งโดยผสมมาร์มาเลดส้มกันน้ำส้มคั้นสดเข้าด้วยกันในถ้วย เตรียมไว้เมื่อจะรับประทาน
ราดด้วยท็อปปิ้งทั่วหน้าชีสเค้ก ตกแต่ด้วยส้มหั่นแว่นผ่าครึ่งและช๊อคโกแลค ตัดเป็นชิ้น
หรือดึงพิมพ์ออก


คัสตาร์ดชิปฟอนเค้ก 


วันนี้เพื่อนเขามาขาย เค้กคัสตาร์ด เห็นแล้วก็น่ากิน เลยซื้อแต่สนใจในการทำมากกว่า เลยไปหาสูตรทำเค้กจากหนังสือ เค้กอย่างง่าย กับอาจารย์ศรีสมร คงพันธ์ุ มาให้ท่านๆ ทำดู หากท่านทำแล้วอยากดัดแปลงอะไรให้เป็นสูตรของท่าน ก็ทำไปเลยค่ะ จะได้มีอาชีพเสริมแบบเพื่อนของผู้เขียน ซึ่งเขาก็หาดูในอินเตอร์เน็ตบ้าง หนังสือต่างๆ บ้าง แล้วเอามาดัดแปลงให้เป็นสูตรของตัวเอง ขายเป็นอาชีพเสริมได้อย่างสบาย  ซึ่งเขาเลือกทำเค้กได้หลากหลายแบบ แล้วเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ามาก ออร์เดอร์เพียบ


ส่วนผสมที่ 1 น้ำตาลคาราเมล
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย


ส่วนผสมที่ 2 คัสตาร์ด
นมข้นจืด 1 1/4 ถ้วย     น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย     ไข่ไก่ไข่แดง 2 1/2 ฟอง    วานิลา 2 ช้อนชา


ส่วนผสมที่ 3 ตัวเค้ก
แป้งเค้ก 1 1/2  ถ้วย      น้ำมันพืช 1/4 ถ้วย     น้ำตาลทรายป่น(1)  6 ช้อนโต๊ะหรือ 1/3 ถ้วย
ผงฟู 1 1/2  ช้อนชา       น้ำหรือน้ำส้มคั้น หรือ น้ำชา กาแฟ  ชงชนิดอ่อน 1/2 ถ้วย
ไข่แดง  2 1/2 ฟอง       ไข่ขาว 5 ฟอง           น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
น้ำตาลทรายป่น(2)   6 ช้อนโต๊ะหรือ1/3 ถ้วย


วิธีทำ
ส่วนผสมที่ 1
เทน้ำตาลทรายลงในพิมพ์เค้กขนาด 30*25 ซม. ตั้งไฟจนน้ำตาลละลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ
กรอกให้ทั่วก้นพิมพ์ ทิ้วไว้ให้เย็น


ส่วนผสมที่ 2
คนไข่แดงกันน้ำตาลเข้าด้วยกันใส่นมคนให้เข้ากันใส่วานิลาคนเข้าด้วยกัน กรองด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอนตาถี่ๆ ใส่ลงในพิมพ์ที่ทำน้ำตาลคาราเมล พักไว้
 
ส่วนผสมที่ 3



1. ร่อนแป้ง ผงฟู เข้าด้วยกัน


2. คนไข่แดงให้ขึ้น ใส่น้ำตาลที่ละน้อย สลับกับน้ำมัน คนให้เข้ากันจนเป็นครีม

3. ผสมแป้งลงในครีมสลับกับน้ำหรือน้ำส้มคั้น หรือน้ำชา กาแฟ จนหมดคนเบาๆ พอเข้ากัน

  

4. ตีไข่ขาวให้ขึ้น ใส่น้ำมะนาว ใส่น้ำตาล 2 ที่ละน้อยตีจนไข่แข็งตั้งยอดได้


5. เทส่วนผสมในข้อ 3 ลงในไข่ขาว คนตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากัน แล้วเลลงในพิมพ์คัสตาร์ด

6. ใช้พิมพ์ลึกใส่น้ำร้อนในพิมพ์ก่อน ใส่น่้ำ 1/4 ของพิมพ์ วางลงในเตาอบ แล้วจึงวางพิมพ์เค้กซ้อนลง

 อบไฟ 350 องค์ศา จนขนมสุก จะใช้เวลาประมาณ 50 นาที จนขนมสุกเหลือง จึงเอาออกจากเตา


วางบนตะแกรง ปล่อยไว้ประมาณ 10 นาที แซะโดยรอบคว่ำขนมลงในถาดที่พอดีกับพิมพ์ขนม


ต้องระวังอาจจะแตกได้ 

 

                       ตัดเป็นเสี้ยว แซะวางบนจาน ใช้เป็นอาหารที่กินกับชา กาแฟ หรืออาหารว่าง





วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เหนียวสองดัง


 

เหนียวสองดังนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอาหารพื้นบ้านโบราณเฉพาะถิ่นหรือเปล่า เพราะแม่ทำให้กินตั้งแต่เด็กๆ แค่มีข้าวเหนียว กับ มะพร้าวก็ทำได้แล้ว เพราะสมัยก่อนใช้เตาถ่านเป็นอาจิณ 
พอข้าวเหนียวสุกจะได้กลิ่นกะทิ กลิ่นใบตอง กลิ่นข้าวเหนียว หอมคละคลุ้งไปทั่ว เด็กๆตื่นเต้นกันใหญ่


เพื่อนที่จังหวัดพังงา เขาเรียกข้าวเหนียวนี้ว่า ข้าวเหนียวนั่งห้าง คือทำเป็นที่นั่งที่ต้นไม้สูงๆ 
สำหรับออกป่า ล่าสัตว์ ตามความเข้าใจของตัวเอง เพราะที่่บ้านเขาทำห้างไว้นั่งที่ต้นไม้สูงๆ เช่นกัน
ที่ว่าเรียก เหนียวสองดัง ก็เพราะว่า ข้าวเหนียวชนิดนี้ ใช้ใบตองรองไว้แล้วผิงไฟให้เหลืองทั้งสองด้าน 
เรียกว่า ดัง เหมือนกับ ดังข้าว (เป็นภาษาบ้านนอก เฉพาะถิ่น) คือหุงกับถ่านแล้วผิงให้สุก

   
อาทิตย์นี้ลูกๆ ว่าอยากกิน เหนียวสองดัง แม่ผัดผ่อนมา 1 อาทิตย์แล้วนะ 555 ลูกทวงซะแล้ว 
เลยจัดการไปบ้านแม่ ให้น้องสอยมะพร้าวให้ เพราะบ้านตัวเองยังไม่แก่ น้องว่าอยากกินอยุ่พอดี
ทำเผื่อด้วยนะ ตายละหว่า มีข้าวเหนียวอยุ่ประมาณ 1/2 กิโลกรัม จะพอหรือปล่าว 

ให้ลูกไปซื่้อมาอีก 1 กิโลกรัม เติมกับที่มีอยู่ ให้ได้พอกินกันทั่วหน้า ว่าแล้วก็จัดการปอกมะพร้าว 
ขูดกับกระต่าย ลูกๆช่วยกันขูด 2 ลูกใหญ่ๆ  แม่ก็ล้างข้าวเหนียวพักไว้ เมื่อลูกขูดเสร็จก็ทำการ 
คั่นกะทิ รอก่อไฟเตาถ่าน

ส่วนผสม
ข้าวเหนียวเขี้ยวงู    1.5  กิโลกรัม
น้ำตาล                150 กรัม
หัวกะทิ                1.5 กิโลกรัม
เกลือ                  2.5 -3 ช้อนชา
ใบตอง               1 - 2 ทาง

วิธีทำ

1.ล้างข้าวเหนียวให้สะอาด พักไว้




2. มะพร้าว ห้าวไปนิด ช่างมันเราทำได้

 3. กระต่าย หรือ เหล็กขูด อาวุธขูดมะพร้าว


มะพร้าวที่ขูดได้ คั้นเอาหัวกะทิ

 

4. นำกะทิไปตั้งไฟ ใส่น้ำตาล เกลือ คนให้ละลาย จนให้กะทิเดือด

 
          นำข้าวเหนียวลงไปผัดในกะทะให้เข้ากัน จนน้ำกะทิเริ่มแห้ง จนแห้งหมาดๆเริ่มได้ที่ ตักขึ้น 

5. ตั้งกะทะแล้วใช้ใบตองรองที่กะทะก่อน ใส่ข้าวเหนียวที่เราผัดลงไปเกลี่ยให้บางๆ หรือจะใช้ตะแกรงย่างไฟก็เหมือนกัน


 

6. ปิดด้วยใบตองอีกครั้งที่ ด้านบน แล้วปิดฝา ใช้ไฟเตาถ่านจะหอมอร่อยกว่า ใช้ไฟอ่อนๆ
จนข้าวเหนียว เป็นสีน้ำตาล (ถ้าเป็นกระทะเทฟร่อล ไม่ต้องใช้ใบตองรอง)
พลิกอีกด้านขึ้นทำเหมือนกันเดิมเมื่อสุก 1 ด้าน เป็นที่มาของเหนียวสองดัง



แล้วพลิกกลับอีกด้าน จนข้าวเหนียวเป็นสีน้ำตาล เช่นกัน จึงเรียกว่า สองดัง